สมัยก่อนการเล่นพนันฟุตบอลต้องใช้ต้นทุนสูงในการเล่น อย่างน้อยๆ ก็ 500 บาท แต่ด้วยความก้าวหน้าของสังคมโลกทำให้รูปแบบในการเล่นจึงมีเพิ่มมากขึ้น จากบอลเดี่ยวก็กลายเป็นบอลชุด แถมใช้ต้นทุนต่ำเสียด้วย แค่ 50 บาทก็สามารถเล่นได้แล้ว ถ้าดวงดีหน่อยก็อาจได้เงินพันเงินหมื่นเลยทีเดียว วิธีการเล่นบอลชุดนั้นกติกาส่วนใหญ่จะกำหนดไว้คล้ายคลึงกันคือต้องกา 3-8 คู่ นั่นหมายความว่าถ้าเล่น 3 คู่ 50 บาทแล้วเกิดถูกก็จะได้เงินประมาณ 300 กว่าบาท แต่ถ้าผู้เล่นเพิ่มจำนวนคู่เข้าไป เช่น เล่น 8 คู่ 50 บาท จำนวนเงินก็สูงขึ้นไปอีก อย่างน้อยๆ ก็หลายพันบาท แต่สิ่งอื่นใดต้องไม่ลืมว่าในการเล่นบอลชุดแต่ละครั้งจำนวนคู่ที่ได้กาไปห้ามแพ้เกินในราคาต่อรอง หรือที่ภาษานักเล่นพูดกันคือตาย แม้แต่คู่เดียว นั่นหมายถึงโพยใบนั้นก็ฉีกทิ้งไปได้เลย
ในประวัติศาสตร์เมื่อปี พ.ศ.1450 ถือเป็นครั้งแรกที่เกิดการเล่นการพนันขึ้น ครั้งนั้นการเล่นพนันจะเรียกว่า “กำถั่ว” ต่อมาอีกหลาย 100 ปีใน พ.ศ.2100 ในแผ่นดินสมเด็จพระมหาจักรพรรดิสมัยอยุธยามีการเล่นการพนันที่เรียกว่า “โป” อีกด้วย มองสิเออร์ ลาลูแบร์ เอกอัครราชทูตพิเศษฝรั่งเศสซึ่งพระเจ้าหลุยส์ที่ 14 ส่งข้ามมาเจริญสัมพันธไมตรีสมัยสมเด็จพระนารายณ์ในปี พ.ศ.2230 ลาลูแบร์บันทึกเอาไว้ว่า
“ชาวสยามค่อนข้างรักเล่นการพนันเสียเหลือเกิน จนถึงจะยอมผลาญตัวเองให้ฉิบหายได้ ทั้งเสียอิสรภาพความชอบธรรมของตัวหรือลูกเต้าของตัวเองด้วย”
สำหรับรูปแบบการเล่นการพนันซึ่งเป็นที่นิยมกันนั้น โดยมากมักใช้ “สัตว์” ตั้งแต่ขนาดเล็ก เช่น จิ้งหรีด และปลากัด ไปจนถึงสัตว์ขนาดใหญ่ เช่น วัว ควาย หรือช้าง สัตว์ที่มาแรงที่สุดเห็นจะหนีไม่พ้นไก่ชน โดยที่เจ้าของบ่อนจะหักเงินค่าบำรุงอย่างน้อยร้อยละ 10 จากจำนวนเงินเดิมพัน
ต่อมาเมื่อเวลาผ่านไป และประเทศไทยเริ่มติดต่อทำมาค้าขายกับชาวต่างชาติมากขึ้น การพนันรูปแบบใหม่ๆ ก็ได้หลั่งไหลเข้ามาเพิ่มเป็นลำดับ และหนึ่งในการพนันที่ปรากฏขึ้นจนได้รับความนิยมคือการเล่นถั่วโป ซึ่งมีข้อสันนิษฐานที่น่าเชื่อถือได้ว่าเข้ามาเป็นครั้งแรกในสมัยอยุธยาตอนปลายระหว่างปี พ.ศ.2231-พ.ศ.2275 อาจเป็นสมัยพระเพทราชา พระเจ้าเสือ หรือพระเจ้าท้ายสระ องค์ใดองค์หนึ่ง โดยได้รับอนุญาตจากรัฐบาล และรัฐก็เก็บภาษีจากการเล่นนี้
เมื่อก้าวเข้าสู่ยุคธนบุรีเงื่อนไขในการเข้มงวดเรื่องบ่อนก็เปลี่ยนแปลงไปเมื่อไม่ปรากฏข้อห้ามให้คนไทยเล่นเบี้ย ทั้งนี้อาจเป็นเพราะอยู่ในช่วงสงครามปราบปรามก๊กต่างๆ บรรดาผู้ที่ถูกเกณฑ์ไปออกรบล้วนเหน็ดเหนื่อย จึงอนุญาตให้เล่นได้ตามสมควรในช่วงวันหยุดนักขัตฤกษ์ต่างๆ รวมทั้งอนุญาตให้ราษฎรทั่วไปได้เล่นการพนันได้ด้วย
ในช่วงรัตนโกสินทร์ รัชกาลที่ 1 ทรงไม่เห็นด้วยที่จะให้เล่นการพนันหรือเล่นเบี้ยแบบสมัยธนบุรี แต่ยังยอมให้มีบ่อนเบี้ยอยู่บ้าง โดยเก็บอากรแผ่นดิน
รัชกาลที่ 2 การพนันยังคงอยู่ต่อไป และสามารถเก็บอากรบ่อนเบี้ยได้ปีละ 260,000 บาท
สมัยรัชกาลที่ 3 สนับสนุนให้เล่นการพนันเพื่อเก็บภาษีอากร ที่เรียกกันว่า “อากรบ่อนเบี้ย” และ “อากรหวย” สำหรับอากรบ่อนเบี้ยนั้นหมายถึงเงินที่เก็บจากผู้ประมูลขอตั้งบ่อนการพนันถั่วและโปในราชอาณาจักร ซึ่งสามารถสร้างรายได้ให้แก่รัฐปีละ 400,000 บาท
ก้าวเข้าสู่รัชกาลที่ 4 ผลของการที่ไทยได้ทำสัญญาผูกพันกับต่างประเทศต้องยกเลิกภาษีผูกขาดหลายประเภทจนเป็นเหตุให้รายได้ของแผ่นดินลดลง จึงได้มีการปรับปรุงภาษีอากรหลายประเภท และได้กำหนดภาษีการพนันเพิ่มขึ้นจากอากรบ่อนเบี้ยอีกประเภทหนึ่ง จึงสามารถเก็บภาษีได้ถึงปีละ 500,000 บาท
ต่อมาในสมัยรัชกาลที่ 5 ได้โปรดฯ ให้เลิกบ่อนการพนันในมณฑลนครศรีธรรมราชและชุมพร และจำกัดมณฑลอื่นให้น้อยลง กระทั่งถึงสมัยรัชกาลที่ 6 ก็ได้ประกาศปิดบ่อน “ทั่วราชอาณาจักร” เมื่อวันที่ 1 เมษายน พ.ศ.2460
จากวันนั้นถึงวันนี้กาลเวลาผ่านมาเกือบ 100 ปี การพนันก็ไม่ได้หมดไปจากแผ่นดินสยาม หนำซ้ำกลับมีการพนันเพิ่มมากขึ้นเรื่อยๆ ความเจริญก้าวหน้าทางเทคโนโลยีจึงทำให้รูปแบบการเล่นพนันนั้นแตกต่างไปจากครั้งในอดีต เช่น สมัยก่อนต้องเดินเข้าไปในบ่อน แต่สมัยนี้แค่นั่งอยู่ที่บ้านก็สามารถเล่นการพนันได้แล้วโดยผ่านทางระบบ internet ในรูปแบบออนไลน์ ซึ่งเป็นที่นิยมอย่างมากในกลุ่มนักพนันทั้งหลาย และการพนันที่นิยมเล่นผ่านเน็ตคือการพนันฟุตบอลนั่นเอง
เมื่อพูดถึงการพนันฟุตบอลชั่วโมงนี้ถือว่าเป็นสิ่งที่ติดอันดับความนิยมของนักเล่นพนันอย่างแท้จริง เพราะนักเล่นทั้งหลายคิดว่าการเล่นพนันบอลมันง่ายยิ่งกว่าการเล่นไพ่ หรือหวยด้วยซ้ำ เพราะฟุตบอลมีแค่ 2 ทีม ดังนั้นความเป็นไปได้ที่จะถูกจึงมีสูง
นอกจากนั้นราคาฟุตบอลที่โต๊ะตั้งขึ้นมาถือว่าเป็นตัวแปรสำคัญที่จะทำให้ผู้เล่นเกิดความสับสนในการเล่นได้มากทีเดียว
ความหมายของราคาฟุตบอล ในทั้งนี้จะ สมมุติเงินที่เล่นคือ 500 บาท
ความหมายของค่าน้ำคือโต๊ะจะหักเงินของผู้เล่นในการเล่นแต่ละครั้ง
ราคาค่าน้ำ หมายถึง แทง ได้
เสมอ (เจ้าบ้าน) ถ้าเจ้าบ้านชนะจะได้ 5/4 500 400
ขาว 5/4 500 400
-10 หักค่าน้ำร้อยละ 10 500 400
-5 โต๊ะจ่ายเต็ม 500 500
+10 เหมือนราคาขาว แต่เวลาเล่นต้องเล่น 550 550 400
ปป. เล่นทีมต่อถ้าเสมอเสียครึ่ง
เล่นทีมรองได้ครึ่ง 500 (ทีมต่อ)
500 (ทีมรอง) เสีย 250
ได้ 250
ราคาฟุตบอล บอลต่อ บอลรอง
1/2 ชนะ 1 ลูกได้แต่ห้ามเสมอ เสมอได้ ตามห้ามแพ้
?+1 ชนะ 1 ลูกได้ครึ่ง แพ้ 1 ลูกเสียครึ่ง
1 ชนะ 1 ลูกเจ๊า แพ้ 1 ลูกเจ๊า
1+11/2 ชนะ 1 ลูกเสียครึ่ง แพ้ 1 ลูกได้ครึ่ง
1 1/2 ต้องชนะ 2-0 เท่านั้น แพ้ได้ แต่ห้ามแพ้ 2-0
1 ?+2 ชนะ 2-0 ได้ครึ่ง แพ้ 2-0 เสียครึ่ง
จากตารางจะเห็นได้ไม่ว่าผู้เล่นจะเล่นบอลต่อหรือบอลรองทางโต๊ะก็หักกินค่าน้ำไปเรียบร้อยแล้ว จึงไม่ต้องสงสัยเลยว่าทำไมคนที่หมดตัวก่อนจึงเป็นผู้เล่น ไม่ใช่เจ้าของโต๊ะ และที่สำคัญบอลชุดนี่แหละที่โต๊ะสามารถกอบโกยกำไรได้มากทีเดียว เพราะว่าคนที่เล่นบอลชุดจะเล่นบอลคนละทีมอยู่แล้ว สมมุติทีม ก เจอทีม ข ราคาทีม ก เป็นต่อครึ่งลูก มีคนเล่นทีม ก 100 คน มีคนเล่นทีม ข 50 คน นั่นก็หมายความว่าต้องมีผู้เล่น 50 คนที่ถูกกิน แต่ถึงอย่างไรก็ไม่ได้ทำให้ผู้เล่นเลิกเล่นกันน้อยลง ซึ่งดูจากตัวเลขของสำนักงานตำรวจแห่งชาติที่กวดขันและจับกุมโต๊ะบอลในช่วงฟุตบอลยูโร 2008 พบว่าสามารถจับกุมผู้ต้องหาทั่วประเทศได้ 1,098 คน เป็นเจ้ามือ 192 คน ผู้เล่น 831 คน คนเดินโพย 75 คน เงินพนันที่เป็นเงินสดกว่า 930,000 บาท ส่วนยอดเงินในโพยกว่า 524 ล้านบาท โดยพื้นที่นครบาลมีสถิติการจับกุมสูงสุดคือ 313 คน ขณะที่ตำรวงภูธรภาค 2 ยึดเงินสดได้มากที่สุดคือ 370,900 บาทส่วนตำรวจสอบสวนกลางสามารถยึดเงินในโพยได้มากที่สุดกว่า 500 ล้านบาท
แม้ว่าเจ้าหน้าที่ตำรวจจะสามารถจับกุมผู้กระทำผิดกฎหมายได้ รวมถึงยอดเงินก็สูงถึงหลักร้อยล้าน แต่นั่นก็ไม่ได้ทำให้โต๊ะบอลในประเทศไทยน้อยลงไปแต่อย่างใด ซึ่งปัญหาเหล่านี้ไม่ใช่แค่จะพึ่งเจ้าหน้าที่ตำรวจเพียงอย่างเดียว ทุกคนทุกฝ่ายต้องช่วยกันแก้ไขปัญหา เพื่อให้สังคมมีคุณภาพมากขึ้น
สื่อหนังสือพิมพ์ถือเป็นสิ่งที่ต้องให้ความร่วมมือและแก้ไขปัญหา เพราะสื่อเองก็เหมือนกับเป็นขา-แขนให้ผู้เล่นทั้งหลาย คือออกราคาต่อรองให้เสร็จ แถมยังมีบรรดาเซียนอยู่รูให้ทรรศนะอีกด้วย
ที่กล่าวมาไม่ใช่จะต่อว่าหรือโยนความผิดให้กับสื่อเพียงอย่างเดียว ก็เข้าใจว่ามันเป็นงานที่ต้องทำ แต่ควรปรับเปลี่ยนรูปแบบการนำเสนอให้กับผู้เล่นบ้าง ไม่ใช่ชี้ช่องอย่างที่เป็นอยู่
ทางเอแบคโพลได้สำรวจความคิดเห็นในเรื่องการพนันฟุตบอล พบเด็กนักเรียนในเขตกรุงเทพฯ และปริมณฑล เล่นพนันฟุตบอลยูโร 2008 กว่า 3 แสนคน มีการเตรียมเงินไว้ในวงสะพัด รวมทั้งสิ้นกว่า 900 ล้านบาท ทั้งนี้เด็กและเยาวชนส่วนใหญ่ระบุว่า การเข้มงวดกวดขันของเจ้าหน้าที่ตำรวจไม่มีผลทำให้คนที่เคยเล่นทายพนันบอลเลิกเล่นแต่อย่างใด แต่ที่น่าตกใจกว่านั้นคือเด็กส่วนใหญ่มองว่าการเล่นพนันฟุตบอลเป็นเรื่องปกติธรรมดาในสังคมไทย เผยตัวเลขเด็กและเยาวชนส่วนใหญ่ หรือร้อยละ 77.7 มีคนใกล้ชิดเล่นทายพนันบอล
เด็กและเยาวชนส่วนใหญ่ หรือร้อยละ 77.7 มีคนใกล้ชิดเล่นทายพนันบอล รองลงมาคือ 76.6 ติดตามการวิเคราะห์อัตราต่อรอง ร้อยละ 71.6 พูดคุยเรื่องอัตราต่อรอง ซึ่งเมื่อวิเคราะห์ค่าสถิติวิจัยพบประเด็นสำคัญคือ เมื่อเปรียบเทียบกับเด็กและเยาวชนทั่วไปที่ไม่เกี่ยวข้องกับปัจจัยเสี่ยงพบว่า เด็กและเยาวชนที่ติดตามอัตราต่อรองมีโอกาสเล่นทายพนันบอลประมาณ 2 เท่า หากเข้าถึงแหล่งทายพนันบอลได้มีโอกาสเล่นทายพนันบอลประมาณ 2 เท่า และหากมีคนใกล้ชิดเล่นทายพนันบอลมีโอกาสเล่นพนันบอลด้วยประมาณ 1.5 เท่า
เห็นได้ว่าร้อยละ 76.6 ติดตามการวิเคราะห์อัตราต่อรอง นั่นหมายความว่าสื่อเองมีบทบาทมากในการช่วยตัดสินใจให้ผู้เล่น